โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง
อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของภาคใต้
ปี 2554 ประมานเดือนมีนาคม หลังจากการศึกษาจบลง เด็กบ้านนอกอย่างผมก็หางานทำโดยอย่างแรก ต้องคิดว่างานงานที่ทำไกล้บ้านก่อน จากเด็กเชิงเขาได้มีโอกาสรู้จักงานที่น้าแนะนำมาเจอผู้ใหญ่ใจดี สอนการเรียนรู้การทำงาน ด้านการเกษตรซึ่ง เราไม่ได้ศึกษามาโดยตรง อาศัยความรู้จากการทำเกษตรกรรมของพ่อ แม่ การดูแลสวน การปลูกผัก ปลูกต้นไม้ สู่ การทำงานตามที่ต้ังใจ ใช้ความรู้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตที่กำลังเข้าถึงทุกกลุ่มคน
เดิมโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศมีความอุดมสมบูรณ์ในการทำเกษตรกรรมแต่เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจสังคมชุมชน ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นป่าต้นน้ำลำธาร ถูกบุกรุกทำให้เสื่อมโทรมปริมาณน้ำในแม่น้ำปากพนังลดน้อยลง ทำให้น้ำเค็มจากปากอ่าวรุกเข้าสู่พื้นที่ทำการเกษตรส่งผลให้คุณภาพดินที่ความอุดมสมบูรณ์ทรุดโทรมหนักส่งผลต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริทำให้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างกว้าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิผล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (พระบาทสมเด็จอยู่หัว รัชกาลที่ 9) ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจาก การขาดแคลนน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำเปรี้ยว และน้ำเสียรุกล้ำ เข้ามาในพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน การทำนาข้าวไม่ได้ผล ผลผลิตตกต่ำราษฏรมีฐานะยากจน จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาช่วยเหลือราษฏรอย่างต่อเนื่อง รวม 13 คร้ัง โดยคร้ังแรก ในเดือนกันยายน พ.ศ.2521ให้พิจารณาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนและในเดือนธันวาคม2535ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักทักษิณราชณิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ได้าพระราชทานพระราชดำริ สรุปความว่า ...
“...ทำประตูน้ำที่ปากพนัง ห่างจากตัวอำเภอปากพนังประมาณ 3 กิโลเมตรนี้ ก็พิจารณาว่าจะแก้ปัญหาทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าเป็นกุญแจสำคัญของโครงการฯ จะต้องทำอาคารบังคับนํ้าขนาดใหญ่ 1 ตัว และขนาดเล็ก 2 ตัว รวมทั้งขุดคลองเชื่อมและทำคลองนํ้าแบ่งเหมือนโครงการบางนรา ถ้าทำแล้วนากุ้งจะอยู่ส่วนนากุ้ง นาข้าวจะอยู่ส่วนนาข้าว...”
การดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริของทุกภาคส่วนเพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่กว่า 5 แสนคน ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นลำดับแรก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2521 ก่อสร้างระบบส่งน้ำไม้เสียบและอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุน เมื่อวันที่ 9 และ 11 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้ก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่พ้นวิกฤติจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การก่อสร้าง "ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ" (ประตูน้ำที่ให้ประสบความสำเร็จในการแยกน้ำ) ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของโครงการ
ประโยชน์ของโครงการ
ป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าไปทำลายพื้นที่การเกษตร
เก็บกักน้ำจืดไว้ในลำน้ำปากพนังและลำน้ำสาขาได้ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม.
เพื่อการอุปโภค-บริโภค และการเพาะปลูกบริเวณสองฝั่งลำน้ำ ประมาณ 521,500
ไร่ในฤดูฝน และประมาณ 240,700 ไร่ในฤดูแล้ง
คลองระบายน้ำช่วยบรรเทาอุทกภัย เนื่องจากสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
ขจัดปัญหาขัดแย้งระหว่างเกษตรนากุ้งและเกษตรกรนาข้าว เนื่องจากมีการแบ่งเขตของการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน
ลดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานไปทำกินในถิ่นอื่น
แม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขา เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์น้ำจืดได้เป็นอย่างดี
เพิ่มพูนผลผลิตการเกษตรหลากหลายและครบวงจร ทั้งทางด้านการเพาะปลูก การประมง ปศุสัตว์ ฯลฯ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรม
ยกระดับมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของราษฎร
ฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยาให้กลับคืนสู่สมดุลย์
ลดปัญหาการน้ำเปรี้ยวและดินเปรี้ยว
เมื่อพูดถึงโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง หลายคนคงสงสัยว่าแล้ว โครงการน้ต้ังอยู่ที่ใด
ทางตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่รวม
13 อำเภอ คือ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร
อำเภอเฉลิมพระเกียรติอำเภอชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอจุฬาภรณ์
พื้นที่บางส่วนของอำเภอลานสกา อำเภอพระพรหม และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของอำเภอควนขนุน อำเภอป่าพะยอม
จังหวัดพัทลุง และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา รวมพื้นที่ประมาณ 1.9 ล้านไร่
เป็นพื้นที่นากว่า 500,000 ไร่ มีประชากรประมาณ 600,000 คน
อดีตขอบลุ่มน้ำแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ลุ่มที่มีความอุดมสมบูรณ์
ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก
มีการทำนามากที่สุดโดยอาศัยน้ำจากแม่น้ำปากพนังซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของลุ่มน้ำปากพนัง จึงเป็นแหล่งปลูกข้าวของภาคใต้
รวมทั้งเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองทุก ๆ ด้าน จนเป็นที่รู้จักกันของ“เมืองแห่งอู่ข้าวอู่น้ำ”
เมื่อเวลาผ่านไป “ลุ่มน้ำปากพนัง”
ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับมีปัญหาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ความต้องการใช้น้ำย่อมมีปริมาณมากขึ้นด้วย
แต่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารกลับลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ปริมาณน้ำจืดที่เคยดูดซับไว้แล้วทยอยปล่อยลงในแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขาในช่วงฤดูแล้งลดลงด้วย น้ำจืดที่เคยมีใช้ปีละ
8-9 เดือน ลดลงเหลือปีละ 3 เดือนเท่านั้น
และเนื่องจากลักษณะของแม่น้ำปากพนังมีระดับท้องน้ำอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและมีความลาดชันน้อย
เมื่อน้ำจืดทางด้านต้นน้ำมีปริมาณน้อย
ทำให้น้ำเค็มสามารถรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำปากพนังและลำน้ำสาขาเป็นระยะทางเกือบ100 กิโลเมตร นอกจากนี้ ตอนใต้ของลุ่มน้ำปากพนังยังมี “พรุควนเคร็ง”
ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่ ประมาณ 200,000 ไร่ มีน้ำท่วมขังตลอดปี
มีสารไพไรท์อยู่ในชั้นดิน ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด และมีปัญหาน้ำเปรี้ยว
ราษฎรไม่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรได้
รวมทั้งน้ำเน่าเสียจากการทำนากุ้งได้ไหลลงในลำน้ำต่าง ๆ
จนไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการเพาะปลูกได้
กลายเป็นปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างชาวนาข้าวและชาวนากุ้งอีกด้วย
ซึ่งหลังจากได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชลประทานหลักๆแล้วเสร็จเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังในระยะต่อไปคือปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ด้านเศรษฐกิจและสังคมของราษฎรในพื้นที่ให้ดีที่สุดเพื่อให้บรรลุตามพระราชประสงค์ที่จะให้โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ เฉกเช่นที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของภาคใต้ จากสภาพปัญหา ด้านต่างๆในพื้นที่ กล่าวคือ
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีปัญหาจากความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม การบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ ป่าพรุ และป่าชายเลน การแพร่ระบาดของวัชพืชน้ำ น้ำเสียจากพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งชุมชน การกัดเซาะชายฝั่ง ตะกอนทรายปิดปากร่องน้ำ และตะกอนดินเลน ในท้องน้ำแม่น้ำปากพนังและคลองสาขา
ด้านการประกอบอาชีพ มีปัญหาจากคุณภาพดินไม่เหมาะสมกับการผลิตทางการเกษตรมีสภาพดินเปรี้ยวจัดบริเวณพื้นที่ป่าพรุและสภาพดินเค็มบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลดินและน้ำเสื่อมโทรมจากการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบรีดเค้นทำลายในพื้นที่บริเวณเดียวกันมีความซับซ้อนในการใช้ประโยชน์ที่ดินสูงมากฐานทรัพยากรพืชและสัตว์น้ำลดลงการทำการเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมการเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณท้ายน้ำของประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ และการฟื้นฟูการใช้ประโยชน์จากบ่อกุ้งร้าง
ด้านทรัพยากรน้ำ มีปัญหาจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนอย่างเพียงพอ ปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน มีความยุ่งยากในการบริหารจัดการน้ำจากความซับซ้อนในการใช้ประโยชน์ที่ดินสูงพื้นที่ส่วนใหญ่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังไม่มีการจัดทำข้อตกลงการใช้ทรัพยากรน้ำและการกัดเซาะพังทลายของผิวหน้าดินลงสู่แหล่งน้ำเนื่องจากพืชคลุมดินถูกทำลาย
ในส่วนงานที่เกี่ยวข้องที่ผมได้เข้าไปมีส่วนในการจัดทำข้อมูลการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ ของเกษตรกรในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กลุ่มอาชีพ ทำนา เลี้ยงปลา กลุ่มเลี้ยงโค และการจัดอบรมการพัฒนาอาชีพตามความสนใจของเกษกตรกรการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเริมรายได้เป็นการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีมีอาชีพที่มั่นคงไม่ทิ้งร้างนาถิ่นฐานไปทำงานในเมืองใหญ่
เป็นส่วนการทำงานเล็กน้อยที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ โครงการอันเนื่องมาจากราชดำริเป็นความโชคดีที่ได้เปิดมุมมมอง การเรียนรู้การทำงาน และเพิ่มทักษะประสบการณ์ การเขียนโครงการ การจัดทำรายงาน การประเมินผล รวมท้ังการออกแบบ ต้องขอขอบคุณ หัวหน้ากลุ่มงาน ของผม คุณเกียรติศักดิ์ นารีเลิศ ที่ได้มอบโอกาส และเป็นแบบอย่างในการทำงานของผม
https://mindsert.blogspot.com/2021/05/blog-post.html(*1)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น